วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
![]() |
| วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร |
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของสยามอย่างแท้จริง
เพราะเป็นยุคสมัยที่ว่างเว้นจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
ประกอบกับพระมหากษัตริย์ทรงใฝ่ในการพระศาสนา ทำให้เกิดการสร้างซ่อมวัดขึ้นมากมายทั้งโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง
แต่เนื่องจากการสร้างซ่อมเกิดขึ้นอย่างมากมาย
การสร้างแบบไทยประเพณีเดิมซึ่งใช้เวลานานย่อมไม่ทันการและยังไม่คงทนถาวรเพียงพอ
ประกอบกับการค้าขายกับชาวจีนที่เฟื่องฟูขึ้น
ทำให้เกิดการสร้างงานศิลปแบบกรรมแนวใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ
งานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน
โดยวัดที่น่าจะสร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกคือ ‘วัดราชโอรสาราม’
วัดประจำรัชกาลที่ ๓ นั่นเอง
วัดราชโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส
ตั้งอยู่ริมคลองสนามไชย ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) และติดคลองบางหว้า
ทางด้านทิศเหนือของวัด ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๘ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
วัดราชโอรสเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชวงศ์จักรี
เป็นวัดโบราณมีมาก่อนสร้างกรุงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ คือ เป็นวัดราษฎร์ที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
เดิมเรียกว่า "วัดจอมทอง" บ้าง "วัดเจ้าทอง" บ้าง หรือ
"วัดกองทอง" บ้าง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่
๒ พ.ศ. ๒๓๖๓ มีข่าวว่าพม่าตระเตรียมกำลังจะยกเข้ามาตีประเทศสยาม รัชกาลที่ ๒
จึงโปรดให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ ๓)
ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลไปขัดตาทัพพม่าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้เสด็จประทับแรมที่หน้าวัดจอมทองนี้
และทรงทำพิธีเบิกโขลนทวาร ทรงอธิษฐานให้ประสบความสำเร็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ
แต่พม่าไม่ได้ยกทัพมาตามที่เล่าลือกันและเมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ทรงเลิกทัพเสด็จกลับพระนครแล้ว จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด
และถวายเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า
"วัดราชโอรสาราม"
เป็นอาคารประธานของวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นคลอง ด้านหลังเป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ ในขณะที่พระอุโบสถ วิหาร ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่หลังคาโบสถ์เป็นกระเบื้องเคลือบแบบไทย กุฏิพระสงฆ์เป็นอาคารตึกแทนเรือนไม้แบบของเดิม การประดับตกแต่งต่าง ๆ เป็นแบบจีนผสมไทย เช่น บานประตูหน้าต่างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดับด้วยเสี้ยวกางแทนลายเทพพนม หรือลายไทยแบบของเดิม หน้าบันพระอุโบสถ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถลายเครื่องถ้วยจีน จึงนับเป็นครั้งแรกที่มีการประยุกต์ศิลปกรรมได้อย่างประณีต เหมาะสม เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนสถานได้อย่างสง่าและงดงาม ถึงกับเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติของนายมีพรรณนาถึงความงามของวัดแห่งนี้ และบันทึกของราชทูตจอห์น ครอว์เฟิร์ดที่ได้ชมเชยความสง่างามเป็นวัดสวยงามที่สุดในบางกอก
ที่สำคัญพระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร
ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ได้เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรังคารในรัชกาลที่
๓ ไว้ที่ฐานพระพุทธรูป พร้อมกับถวายพระปรมาภิไธยประจำรัชกาล
และศิลาจารึกดวงพระบรมราชสมภพ กางกั้นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร ๙ ชั้น) ถวาย
นอกพระอุโบสถ.พระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุล
มีประวัติว่า เมื่อรัชกาลที่ ๓ ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นหมื่นเจษฎาบดินทร์
เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้าง
ได้ประทับที่พระแท่นใต้ต้นพิกุลใหญ่ที่อยู่ตรงด้านหน้าทางด้านซ้ายของพระอุโบสถ
และเล่ากันว่าเคยรับสั่งไว้ว่า "ถ้าฉันตายจะมาอยู่ที่ใต้ต้นพิกุลนี้ "
อาจจะเป็นเพราะพระราชดำรัสนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมาพระอารามนี้ จะมาทรงถวายสักการะที่พระแท่นนี้เสมอ

Post a Comment